เกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย

น้ำมันหอมระเหยสกัดจากธรรมชาติ 100% คืออะไร

น้ำมันหอมระเหยมาจากสารประกอบอินทรีย์มีกลิ่น น้ำหนักเบาที่พืชสร้างขึ้นและเก็บไว้ในส่วนต่างๆของพืช ผ่านวิธีการสกัดด้วยการกลั่นไอน้ำ (หรือวิธีอื่นๆ) โดยปราศจากสารแปลกปลอมอื่นใดเจือปน จึงมีความบริสุทธิ์ 100%  น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มีคุณสมบัติกว้างขวางในทางบำบัดร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เนื่องจากมีองค์ประกอบเคมีอินทรีย์ธรรมชาติซึ่งเป็นตัวยานับร้อยชนิดอยู่ด้วยกัน และมีโมเลกุลขนาดเล็กมาก จึงสามารถซึมผ่านเข้าสู่สมองและร่างกายในระยะเวลาอันสั้น

พืชสร้างน้ำมันหอมระเหยมาเพื่ออะไร

ชีวิตของพืชก็ไม่แตกต่างจากคนเราที่ต้องเจอมรสุมชีวิต และอุปสรรคนานับประการในการดำรงชีวิต เช่นต้องต่อสู้กับแมลง เชื้อโรค และศัตรูพืชต่างๆ ต้องเผชิญกับแสงแดดจัด ความแห้งแล้ง น้ำท่วม มลพิษตลอดจนการขาดสารอาหาร การถูกรุกรานเบียดเบียนจากพืชชนิดอื่น โดยที่พืชไม่อาจเคลื่อนย้ายตัวเองหนีไปได้ จึงต้องมีการสร้างสารหอมระเหยที่มีสรรพคุณในการแก้ปัญหา เช่นฆ่าเชื้อ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปรับสมดุลย์ธาตุ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้พืชยังสร้างกลิ่นหอมเพื่อล่อแมลงให้มาช่วยผสมเกสรเพื่อการขยายพันธุ์ และใช้ในการสื่อสารระหว่างพืชด้วยกันด้วย

กลไกการทำงานของน้ำมันหอมระเหยในการบำบัดสุขภาพเป็นอย่างไร

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มีองค์ประกอบเคมีอินทรีย์ธรรมชาตินับร้อยนับพันชนิด ซึ่งเป็นสารประกอบชนิดเดียวกันกับในร่างกายคนเรา จึงมีความเป็นมิตรต่อร่างกาย ประกอบกับขนาดโมเลกุลที่เล็กมากของน้ำมันหอมระเหย ร่างกายจึงอนุญาตให้น้ำมันหอมระเหยซึมผ่านระบบฉนวนป้องกัน (Blood-Brain Barrier) เข้าสู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญนั่นคือสมองและประสาทส่วนกลางซึ่งควบคุมการทำงานด้านความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ตลอดจนส่วนที่ควบคุมสั่งการผลิตฮอร์โมนและสารสื่อประสาทต่างๆ นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยยังสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด และเดินทางไปยังอวัยวะต่างๆทุกระบบทั่วร่างกาย ทำให้ออกฤทธ์ในการปรับสมดุลและส่งผลต่อทุกระบบอวัยวะของร่างกาย

น้ำมันหอมระเหยออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน

หลังจากที่จมูกได้รับกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะใช้เวลาเพียง 22 วินาทีในการเดินทางไปถึงสมอง และในเวลาเพียง 2 นาทีจะสามารถตรวจพบในกระแสเลือด และภายใน 20นาทีจะเดินทางไปยังทุกระบบอวัยวะทั่วร่างกาย

วิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้หลักๆมี 3 วิธี คือ

วิธีสกัดแบบการกลั่นไอน้ำ (Steam Distillation)

เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคือ เพราะนับว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ต้นทุนไม่สูง และได้คุณภาพสูง วิธีนี้พืชปริมาณมากจะถูกวางบนตะแกรงเพื่อให้ไอน้ำที่เกิดจากหม้อต้มไอน้ำจากด้านล่างระเหยผ่านขึ้นมาและนำพาโมเลกุลของสารอินทรีย์หอมระเหยในพืชให้ลอยตัวผ่านเข้าไปในท่อ แล้วเคลื่อนตัวผ่านไปยังท่อเกลียวที่หล่อน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ เมื่อไอหอมระเหยถูกความเย็นจึงควบแน่นเป็นน้ำสกัดน้ำมันหอมระเหย (Hydrosol หรือ Floral Water หรือ Herbal Water ) และน้ำมันหอมระเหย (Essential oils) ลอยอยู่ส่วนบนของน้ำ

วิธีสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction)

เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าวิธีกลั่นไอน้ำ นิยมใช้ในการสกัดพืชที่สกัดด้วยไอน้ำไม่ได้ผล เนื่องจากเป็นชนิดพืชมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสะสมไว้ในตัวไม่เข้มข้นมากพอ หรืออาจเนื่องจากกลิ่นของพืชถูกทำลายด้วยความร้อน วิธีนี้จึงเหมาะกับการสกัดดอกไม้ที่บอบบาง เช่นดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกซ่อนกลิ่น เป็นต้น วิธีนี้จะเริ่มต้นกระบวนการด้วยการแช่พืชด้วยสารทำละลายเช่น Hexane, Benzene เพื่อดึงเอาสารประกอบเคมีต่างๆในพืชให้ละลายออกมา สารที่ถูกดึงออกมาไม่ได้มีเพียงน้ำมันหอมระเหยเท่านั้น แต่ยังมีสารอื่นๆในพืชเจือปนออกมาด้วย เช่นสี ไขแว็กซ์ และสารประกอบเคมีพืชชนิดอื่นๆ

จากนั้นก็ผ่านกระบวนการที่สองคือการทำให้ตัวทำละลาย (Hexane) ระเหยออกไป เพื่อเหลือไว้เพียง Concrete นั่นคือสารหอมระเหย สี ไขแว็กซ์ และสารประกอบเคมีพืชอื่นๆที่รวมอยู่ด้วยกัน มีลักษณะข้นๆเหนียวๆและกลิ่นเข้มข้น ซึ่ง concrete สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำ solid

กระบวนการสุดท้ายคือการแยกเอาไขแว็กซ์ที่อยู่ในconcreteออกไป ด้วยการใช้เอทิลแอลกอฮอลล์ (Ethyl alcohol) ดึงสารต่างๆที่ละลายได้ในแอลกอฮอลล์ออกมาเป็นสารละลายในแอลกอฮอลล์ แล้วจึงระเหยแอลกอฮอลล์ออกไปเหลือไว้แต่สารหอมระเหย สีและสารประกอบเคมีที่เหลือบางส่วน ซึ่งผลผลิตที่ได้จากขั้นตอนสุดท้ายนี้เรียกว่า Absolute ไม่ใช่ Essential Oil เนื่องจากมีส่วนผสมของสีและสารอื่นๆปนอยู่ร่วมกับน้ำมันหอมระเหย

วิธีสกัดแบบหีบเย็น ( Cold Pressed Extraction)

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมสกัดพืชหอมประเภทส้ม มะนาว เบอร์กามอท ซึ่งมีต่อมสะสมน้ำมันหอมระเหยอยู่ใต้เปลือกผิว วิธีการคือผลไม้จะถูกลำเลียงผ่านเข้าไปในเครื่องบดอัดไฮโดรลิค เพื่อคั้นให้น้ำมันหอมที่สะสมที่เปลือกผิวแตกตัวออกมา หลังจากถูกบดอัดจะได้ทั้งน้ำมันหอม (Essential Oil) น้ำคั้นผลไม้( Juice) และกากเปลือก ซึ่งต้องผ่านการกรองกากเปลือกและน้ำคั้นผลไม้ออกไป วิธีการสกัดแบบใช้เครื่องอัดไฮโดรลิคเป็นวิธีที่ไม่ผ่านความร้อนจึงเรียกว่าสกัดแบบหีบเย็น และเนื่องจากไม่ผ่านความร้อนจึงสามารถเก็บกลิ่นเปรี้ยวแหลมของน้ำมันหอมระเหยตระกูลส้ม มะนาวได้อย่างครบถ้วน ต่างจากกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยตระกูลส้มที่สกัดด้วยวิธีกลั่นไอน้ำ ซึ่งจะมีกลิ่นนุ่มละมุน ไม่เปรี้ยวแหลม

ข้อควรทราบก็คือน้ำมันหอมระเหยตระกูลส้มที่สกัดด้วยวิธีหีบเย็นจะมีสารประกอบเคมี furocoumarin ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำมาใช้กับผิว คืออาจทำให้ระคายเคืองผิวเมื่อโดนแสงแดด หรือทำให้ผิวคล้ำเกรียมเมื่อโดนแสงแดด (phototoxicity) ดังนั้นหากต้องการน้ำมันหอมระเหยตระกูลส้มมะนาวมาใช้กับผิว ควรเลือกใช้ชนิดที่สกัดด้วยวิธีกลั่นไอน้ำเท่านั้น

0